กว่าจะมาเป็นอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน พ.ศ. 2497 ธนบุรี
.
ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2497 เป็นต้นมา รัฐบาลไทยได้ประกาศให้วันที่ 28 ธันวาคมของทุกปี เป็น"วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช" เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันที่ทรงกอบกู้เอกราชชาติไทยหลังจากเสียกรุงครั้งที่สองและปราบดาภิเษกขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2310 นับเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงธนบุรีเพียงพระองค์เดียว และทุกปีจะมีการถวายราชสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสิน ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ วงเวียนใหญ่
.
ทว่ากว่าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินจะสร้างสำเร็จมาประดิษฐานได้อย่างลงตัวสง่างามจนถึงทุกวันนี้ ต้องใช้ความร่วมมือของหลายฝ่าย ตั้งแต่แนวคิดเริ่มแรกในการสร้าง เพราะการสร้างอนุสาวรีย์เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติวีรบุรุษของชาติ เป็นแนวคิดในโลกตะวันตกมีมาตั้งแต่สมัยกรีกและโรมัน แต่ประเทศไทยเพิ่งได้รับอิทธิพลมาจากโลกตะวันตกเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเห็นได้จากการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยะมหาราชนั่นเอง
.
เริ่มแรกเมื่อปี พ.ศ. 2477 นายทองอยู่ พุฒพัฒน์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดธนบุรี เสนอให้คณะรัฐมนตรีสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน ต่อมาในปี พ.ศ. 2478 รัฐบาลของจอมล ป.พิบูลสงคราม รับเรื่องมาดำเนินการโดยกำหนดให้ตั้งอนุสาวรีย์ที่วงเวียนใหญ่ ธนบุรี มอบหมายให้หลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากร สั่งการออกแบบไว้ 7 แบบ ตั้งแสดงในงานรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2480 ขอมติมหาชนร่วมบริจาคทรัพย์เป็นคะแนนเสียงใส่ในตู้ซึ่งตั้งอยู่หน้าภาพแบบนั้นๆ นับคะแนน 1 ชิ้นถือเป็น 1 เสียง ไม่คำนึงว่าเงินจะมีค่ามากน้อยเท่าใด
.
ผลการนับคะแนนแบบที่ 1 ทำเป็น “เสาสี่เหลี่ยมรี โคนมีกระดานหนีบข้างละสามแผ่น ปลายตั้งรูปพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงม้า สองข้างกระดานหนีบตั้งรูปทหารมีฐานสองชั้น ชั้นบนไม่มีพนัก ชั้นล่างมีพนักสามด้าน ด้านหน้าเป็นกะได” ได้คะแนนมากสุด 3,932 คะแนน ถูกเลือกให้เป็นแบบ เริ่มดำเนินการไปไม่นานนักก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ชะงักไป กลับมาดำเนินการใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. 2491
.
ต่อมาภายหลังเหตุการณ์ “กบฎแมนฮัตตัน” พ.ศ. 2494 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้อนุมัติงบประมาณในการสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน แต่อนุสาวรีย์ที่จะสร้างไม่ได้เป็นไปตามแบบที่ได้คะแนนโหวตสูงสุดในงานรัฐธรรมนูญ หากแต่เป็นพระบรมรูปทรงม้าขนาดเท่าครึ่งพระองค์จริง หล่อด้วยโลหะรมดำ ออกแบบและปั้นโดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี คณบดีคณะประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ขณะนั้น โดยมีศิษย์อาจารย์ศิลป์ ประกอบด้วย สิทธิเดช แสงหิรัญ ปกรณ์ เล็กสน และสนั่น ศิลากร เป็นผู้ช่วย
.
เหตุที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม จะต้องเร่งสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินให้สำเร็จนั้น ว่ากันว่าแรงจูงใจส่วนหนึ่งมาจากเหตุการณ์กบฎแมนฮัตตันที่ทำให้ จอมพล ป. ถูกจี้ตัวระหว่างเป็นประธานในพิธีรับมอบเรือขุดสันดอนสัญชาติอเมริกัน ชื่อ "แมนฮัตตัน" ที่ท่าราชวรดิฐ ฝ่ายกบฏนำไปกักขังไว้ในเรือรบหลวง "ศรีอยุธยา" ที่จอดรออยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาของวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2494 ฝ่ายรัฐบาลได้ทิ้งระเบิดใส่เรือจนเรือจม จอมพล ป. ถูกทหารเรือที่ควบคุมตัวอยูบนเรือให้สวมเสื้อชูชีพว่ายน้ำพาหนีออกมาขึ้นฝั่งอาศัยอยู่ในท้องพระโรงพระราชวังเดิมของสมเด็จพระเจ้าตากสิน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพเรือขณะนั้น เข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็นพระเจ้าตากสิน ขอพระบารมีเป็นที่พึ่ง เมื่อเหตุการณ์สงบลงก็ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเช่นเดิม
.
กลับมาที่การปั้นหน้าตาของสมเด็จพระเจ้าตากสิน นับเป็นการบ้านอีกข้อของผู้ปั้น เพราะไม่มีใครเคยเห็นตัวจริง มีเพียงแต่ภาพสเก็ตช์มีข้อมูลบอกว่ามีลักษณะเป็นจีนๆไม่แน่ชัดว่ามีลักษณะอย่างใดแน่ อาจารย์ทวี นันทขว้าง ลูกศิษย์ของอาจารย์ศิลป์ซึ่งขณะนั้นเป็นครูสอนอยู่ในโรงเรียนเพาะช่างเคยเล่าไว้ว่า อาจารย์ศิลป์จินตนการว่าหน้าตาของท่านควรมีลักษณะคนไทยผสมจีน จึงให้อาจารย์ทวี และอาจารย์จำรัส เกียรติก้อง ศิษย์ของอาจารย์ศิลป์อีกคน มาร่วมเป็นแบบในการปั้นพระจ้าตากสินให้อยู่ 3-4 วัน
.
เรื่องหน้าตาของสมเด็จพระเจ้าตากสินหมดปัญหาไป แต่ก็มีเสียงวิจารณ์อย่างรุนแรง ตั้งแต่ลักษณะของม้าทรง บ้างก็ว่าหางม้าและขนหางจึงชี้ทั้งๆที่ม้าไม่ได้วิ่ง แต่อาจารย์ศิลป์ ก็ได้อธิบายถึงแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ไว้ว่า
.
“…ข้าพเจ้าคิดทำอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินในลักษณะขององค์วีรบุรุษไทย…ข้าพเจ้าสร้างมโนภาพให้เห็นพระองค์ในลักษณะอันเปี่ยมด้วยมนุษยธรรมอย่างแท้จริงเพื่อกอบกู้อิสรภาพของชาติไทยในยามที่ความหวังทั้งหลายดูเหมือนจะสูญไปแล้วจากจิตใจของชาวไทยทั้งมวล ข้าพเจ้าคิดเห็นองค์วีรบุรุษของเราในขณะทำการปลุกใจทหารหาญให้เข้าโจมตีข้าศึกเพื่อชัยชนะ ดังนั้นความรู้สึกที่แสดงออกในพระพักตร์จึงเต็มไปด้วยสมาธิในความคิดและเต็มไปด้วยลักษณะของชายชาติชาตรี...”
.
“...ข้าพเจ้าต้องการให้พระบรมรูปนี้แทนองค์วีรบุรุษในขณะประกอบวีรกรรม มิใช่อนุสาวรีย์ของนายทัพที่นั่งผึ่งผายอยู่บนหลังม้าเพื่อรับคำสรรเสริญอย่างกึกก้องจากฝูงชนที่คับคั่งตามท้องถนน โห่ร้องต้อนรับผู้มีชัย ซึ่งส่วนมากท่าทางของม้าที่ปั้นนั้นมีลักษณะเหมือนม้าที่สง่างามของละครสัตว์...”
.
เมื่ออนุสาวรีย์แล้วเสร็จจึงได้ขนย้ายจากโรงหล่อกรมศิลปากรไปติดตั้ง ทางราชการได้ประกอบพระราชพิธีเปิดและถวายบังคมพระบรมราชอนุสาวรีย์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2497 และต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2497 จึงมีรัฐพิธีเปิดเป็นทางการอีกครั้ง โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนิน มาทรงวางพวงมาลา ถวายราชสักการะ
.
ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
*ภาพจากต้นฉบับขาวดำลง